ข่าวด่วน ทันเหตุการณ์ เศรษฐกิจ การลงทุน หุ้น อสังหาริมทรัพย์ ไอที-เทคโนฯ รถยนต์ ท่องเที่ยว ต่างประเทศ รวดเร็วสดใหม่ทุกวัน

ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .… (การปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม)

หมวดหมู่: มติ ครม.
วันที่สร้าง วันพุธ, 22 กรกฎาคม 2569 23:41
ฮิต: 177

 

ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .… (การปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม)

 

Gov 9

 

          คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้ 

          1. อนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 735) พ.ศ. 2564 โดยขยายระยะเวลาและปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม ผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร (e-Donation) (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566) ดังนี้

              1.1 เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่โอนให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคม ให้รวมถึงบุคคลธรรมดา และขยายระยะเวลาของสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวเป็นไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด โดยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล (เดิมยกเว้นเฉพาะภาษีเงินได้นิติบุคคล) ให้สามารถหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า (คงเดิม) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป (ไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด)

              1.2 เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้สามารถหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 2 เท่า (เดิมหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2571

              1.3 ขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ให้แก่บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้า หรือการกระทำตราสาร อันเนื่องมาจากการโอนทรัพย์สินให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือการบริจาคทรัพย์สินให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป (ไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด)

              1.4 ผ่อนปรนเวลาจดแจ้งของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสงค์จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยต้องจดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการจดทะเบียน เว้นแต่ระยะเวลาที่ได้รับการจดทะเบียน ถึงวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นระยะเวลาน้อยกว่า 90 วัน ให้จดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม สำหรับกรณีเฉพาะปีปฏิทินแรก ที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับ ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมีสิทธิจดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายดังกล่าวจนถึง 180 วัน นับจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการจดทะเบียน

          2. มอบหมายสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม (สวส.) ร่วมขับเคลื่อนและสร้างการรับรู้และความเข้าใจมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม รวมทั้งร่วมติดตามและประเมินประโยชน์ที่ได้รับจากมาตรการนี้และนำส่งข้อมูลดังกล่าวให้แก่ กค. เป็นรายปีจนสิ้นสุดมาตรการเพื่อประกอบการจัดทำรายงานเปรียบเทียบประโยชน์ที่ได้รับ กับการสูญเสียรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับประมาณการตามมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงิน การคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

          สาระสำคัญของเรื่อง

          1. ปัจจุบันสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 735) พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ได้รับการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม พ.ศ. 2562 รวมถึงผู้สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมและกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

              1.1 ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลแก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการจดทะเบียนวิสาหกิจเพื่อสังคมเฉพาะประเภทที่ไม่ประสงค์จะแบ่งปันกำไร สำหรับกำไรที่ได้จากการประกอบกิจการ ตั้งแต่วันที่วิสาหกิจนั้นได้จดทะเบียนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสังคมเป็นเป้าหมายหลักของกิจการ และยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้สามารถหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายเงินลงทุนในหุ้นหรือการเป็นหุ้นส่วนเพื่อจัดตั้งหรือเพิ่มทุนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้รับการจดทะเบียนวิสาหกิจเพื่อสังคม และได้จดแจ้งการเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยบุคคลธรรมดาหักลดหย่อนไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับปีภาษี และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหักรายจ่ายได้ตามจริง ทั้งนี้ผู้ใช้สิทธิต้องถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนจนกว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้นเลิกกิจการ (ไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด)

              1.2 ยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับผู้สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมและกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร (e-Donation) ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566 (ระยะเวลาสิ้นสุดลงแล้ว) ดังนี้

                   (1) ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่โอนให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคม โดยหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า

                   (2) ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า

                   (3) ยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะและอากรแสตมป์ให้แก่บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้า หรือการกระทำตราสารอันเนื่องมาจากการโอนทรัพย์สินให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือการบริจาคทรัพย์สินให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

              1.3 กำหนดให้วิสาหกิจเพื่อสังคมประเภทไม่แบ่งปันกำไรที่ประสงค์ จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และวิสาหกิจเพื่อสังคมเวลาที่ประสงค์จะให้บุคคลซึ่งสนับสนุนกิจการของตนได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ให้จดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีภายในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการ จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด

          2. กระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การส่งเสริมและการสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมเป็นไปอย่างต่อเนื่องและครอบคลุมมากขึ้น เห็นสมควรขยายระยะเวลาและปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร (e-Donation) (เดิมสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2566) และแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจดแจ้งความประสงค์ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อกรมสรรพากรให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น จึงได้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .… (การปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม) มาเพื่อดำเนินการ ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 735) พ.ศ 2564 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

              2.1 เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเงินหรือทรัพย์สินที่โอนให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคม ให้รวมถึงบุคคลธรรมดา และขยายระยะเวลาของสิทธิประโยชน์ทางภาษีดังกล่าวเป็นไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด โดยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล (เดิมยกเว้นเฉพาะภาษีเงินได้นิติบุคคล) ให้สามารถหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า (คงเดิม) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป (ไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด)

              2.2 เพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม โดยยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคลให้สามารถหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 2 เท่า (เดิมหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2571

              2.3 ขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ให้แก่บุคคลธรรมดาหรือบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สำหรับเงินได้ที่ได้รับจากการโอนทรัพย์สิน การขายสินค้า หรือการกระทำตราสาร อันเนื่องมาจากการโอนทรัพย์สินให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือการบริจาคทรัพย์สินให้แก่กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป (ไม่กำหนดเวลาสิ้นสุด)

              2.4 ผ่อนปรนเวลาจดแจ้งของวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ประสงค์จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยต้องจดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการจดทะเบียน เว้นแต่ระยะเวลาที่ได้รับการจดทะเบียน ถึงวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นระยะเวลาน้อยกว่า 90 วันให้จดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม สำหรับกรณีเฉพาะปีปฏิทินแรก ที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับ ให้วิสาหกิจเพื่อสังคมมีสิทธิจดแจ้งความประสงค์ต่ออธิบดีกรมสรรพากรตั้งแต่วันที่ได้รับการจดทะเบียนตามกฎหมายดังกล่าวจนถึง 180 วัน นับจากวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับการจดทะเบียน

              ทั้งนี้ เพื่อให้วิสาหกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งมากขึ้นและสามารถช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน อันจะทำให้วิสาหกิจเพื่อสังคมสามารถมีส่วนร่วมกันกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาประเทศได้ดีขึ้นและประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ

          3. กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพากรได้จัดทำประมาณการการสูญเสียรายได้และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับตามมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยคาดว่ามาตรการทางภาษีดังกล่าวจะทำให้ภาครัฐสูญเสียรายได้ภาษีประมาณ 110.83 ล้านบาทต่อปี (เพิ่มขึ้นจากการสูญเสียรายได้ภาษีจากมาตรการทางภาษีดังกล่าวในปี พ.ศ. 2566 ประมาณ 21.93 ล้านบาท) แต่จะทำให้วิสาหกิจเพื่อสังคมในประเทศไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งมากขึ้นและสามารถช่วยแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการจ้างงานบุคคลผู้สมควรได้รับการส่งเสริมเป็นพิเศษ

          4. หน่วยงานที่ได้เสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เช่น สำนักงบประมาณเห็นว่าคณะรัฐมนตรีจะพิจารณาอนุมัติในหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้ และมอบหมายสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมร่วมขับเคลื่อนและสร้างการรับรู้และความเข้าใจมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม รวมทั้งติดตามและประเมินประโยชน์และผลสัมฤทธิ์ที่ได้รับจากมาตรการนี้ ร่วมกับกระทรวงการคลังเป็นรายปีจนสิ้นสุดมาตรการตามนัยแห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวอยู่ในอำนาจของคณะรัฐมนตรีที่จะพิจารณาอนุมัติหลักการได้

 

 

(โปรดตรวจสอบมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นทางการจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง)

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี) 21 กรกฎาคม 2569

 

 

g1

Click Donate Support Web

NT logo 720x100

GSB720x100px

ใจฟู720x100pxSME720x100 2024EXIM One 720x90 C JPTG 720x100Banner GPF720x100 PXTOA 720x100

CKPower 720x100

QIC 720x100aia 720 x100BKI 720 x 100MTI 720x100MTL 720x100ธกส 720x100